img { -webkit-filter: grayscale(100%); filter: grayscale(100%); } html { -webkit-filter: grayscale(100%); } แต่หากเว็บของเราไม่มี Base css ก็ให้แปะ โคดตามด้านล่างนี้ลงไปทุกหน้าในเว็บ

ข้าราชการ "เรียกเก็บเงิน" ราษฎร์ ไม่มีเหตุอันควรลดหย่อนภาษี

คดีปกครองฉบับนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการลงโทษทางวินัยไล่ออกจากราชการของข้าราชการที่มีพฤติการณ์เรียกและรับเงินจากผู้สมัครสอบเข้ารับราชการเป็นค่าวิ่งเต้นช่วยเหลือในการสอบ

       แต่การที่ข้าราชการดังกล่าวได้คืนเงินให้ผู้สมัครสอบที่เรียกรับมาจนครบถ้วนแล้ว และไม่เคยมีประวัติกระทำผิดวินัยมาก่อน หรือได้รับราชการมานานและทำคุณประโยชน์ให้ทางราชการนั้น จะถือเป็นเหตุลดหย่อนโทษหรือไม่

       ข้อเท็จจริงในคดีคือ ผู้ฟ้้องคดีเป็นข้าราชการถูกกล่าวหาว่า ได้ร่วมกับสามีใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการเรียกและรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อบรรจุเป็นพนักงาน อบต. แต่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นการกู้ยืมเงินกันเพื่อลงทุนทำการค้าข้าวสารโดยมีการทำสัญญากู้กันไว้้ ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยได้ พิจารณาและมีความเห็นเสนอ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (อธิบดีกรมการปกครอง) ว่าเป็นพฤติการณ์แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่่ราชการของตน อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีคำสั่งโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ

ภายหลังผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (นายกรัฐมนตรี) มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ตามมติ ของ ก.พ. จึงฟ้องคดีขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง โดยเห็นว่าคำสั่งให้ไล่ออกเป็นการใช้ดุลพินิจหนักกว่าพฤติการณ์ที่กระทำ เพราะได้คืนเงินครบถ้วนแล้ว ตนไม่เคยกระทำผิดวินัยมาก่อน และปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความดีความรับผิดชอบมาตลอด  จึงควรลดหยอนโทษเป็นปลดออกจากราชการ

       ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีถือเป็นเหตุอันควรลดหย่อนโทษให้เป็นปลดออกจากราชการหรือไม่ ?

       ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าการที่ผู้ฟ้องคดีรับราชการมาเป็นระยะเวลานาน ย่อมรู้ดีว่าการเรียกและรับเงินจากผู้ที่ประสงค์จะเข้ารับราชการเพื่อเป็นค่าวิ่งเต้นให้ได้เข้ารับราชการเป็นเรื่องที่ข้าราชการที่ดีไม่ควรปฏิิบัติ พฤติการณ์จึงถือเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน ทำให้เสียหายแก่ชื่อเสียงของทางราชการ ซึ่งแม้ว่าผู้ฟ้้องคดีจะอ้างว่าได้คืนเงินให้แก่ผู้ร้องเรียนแล้วก็ตาม ก็ไม่อาจลบล้างความผิดที่ตนได้กระทำสำเร็จไปแล้วได้้ การรับราชการมานาน มีความดีความชอบและไม่เคยกระทำผิดวินัยมาก่อน ก็ไม่อาจใช้เป็ ็นเหตุในการลดหย่อนโทษเป็นให้ปลดออกจากราชการได้เช่นกันอีกทั้ง ได้มีมติ ก.พ. ตามหนังสือเวียน ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 กรณีการลงโทษข้าราชการที่เรียกร้องเงินจากราษฎรเพื่อฝากเข้าทำงานในหน่วยงานที่ตนไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องว่าเป็นความผิดวินยัอย่างร้ายแรงฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและความร้ายแรงแห่งกรณีอยู่ในระดับเดียวกับกรณีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการโดยให้ลงโทษไล่ออกจากราชการและเหตุอันควรปราณีใด ๆ ไม่เป็นเหตุลดหยอนโทษลงเป็นปลดออกจากราชการ

       ดังนั้น คําสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการจึงเหมาะสมแล้ว (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่อ. 117/2558)

       คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสําหรับข้าราชการที่ต้องรักษาระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด การอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตนเรียกรับเงินจากราษฎรถือเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและความร้ายแรงอย่ในระดับเดียวกับความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แม้จะมีการคืนเงินที่เรียกรับมาครบตามจำนวนแล้ว หรือแม้มีเหตุอนควรปราณีใด ๆ ก็ไม่่สามารถนำมาเป็นเหตุลดโทษเป็นปลดออกจากราชการได้



ที่มา. นายปกครอง

Visitors: 38,923